ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดความผิดพลาดระหว่างขั้นตอนการผ่าตัด การทำให้หนังสือเรียนมีชีวิตชีวาขึ้นมา การทำให้เราสามารถชอปปิ้งได้อย่างสะดวกสบายที่บ้าน ทำให้เทคโนโลยี virtual reality เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นมามากกว่าสำหรับการเล่นเกม แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนชีวิตของเรา

เทคโนโลยี virtual reality กำลังเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในงาน Computex งานเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งจัดที่เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งทางไต้หวันก็ได้พยามผลักดันตัวเองให้เป็นศูนย์กลางสำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว

ณ ขณะนี้เทคโนโลยี virtual reality ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเกมค่อนข้างสูง แต่ในอนาคตได้มีการคาดการณ์กันไว้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะขยายตัวออกไปยังธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากธุรกิจบันเทิงได้

“เรารู้ว่าอุตสาหกรรมเกมจะเป็นแหล่งรายได้แหล่งแรก และคนเล่นเกมคือกลุ่มลูกค้ากลุ่มแรกของเรา แต่วิสัยทัศน์ของเราไม่ได้มองเพียงแค่ธุรกิจเกม” Raymond Pao, รองประธานฝ่ายเทคโนโลนี virtual reality ของบริษัทสมาร์ทโฟน HTC ได้กล่าวไว้ ซึ่งทาง HTC ก็เพิ่งเปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่สำหรับ virtual reality ที่มีชื่อว่า Vive ไปเมื่อไม่นานมานี้

HTC เป็นอีกหนึ่งบริษัทหลัก นอกเหนือไปจาก Facebook และ Samsung ที่ได้เข้ามาลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวและมีคาดเดาว่าตลาดนี้จะเปิดโตขึ้นอย่างมากในอนาคต โดยการสาธิตเครื่อง Vive ของทาง HTC ที่งาน Computex นี้ ผู้สวมใส่จะได้จำลองประสบการณ์การบินเหนือมหานครนิวยอร์คหรือการปาลูกระเบิดใส่ฝั่งตรงข้ามบนถนนเก่าในเมืองร้าง ซึ่งนอกเหนือจากอุตสาหกรรมเกมแล้วทาง HTC ก็ได้ลงทุนในธุรกิจทางการแพทย์ด้วยเช่นกัน

โดยเมื่อปีที่ผ่านมา HTC ได้ลงทุนกับธุรกิจ start up เจ้าหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ใช้เทคโนโลยี virtual reality ในการวางแผนการผ่าตัดสมองที่มีรูปแบบการผ่าตัดที่ค่อนข้างซับซ้อน ธุรกิจถัดมาที่คาดว่าจะได้รับความสนใจคือ ธุรกิจร้านค้าปลีกและการศึกษา

whilevriscur

ขณะที่อุปกรณ์ virtual reality กำลังจับผู้บริโภคไปอยู่ในโลกแฟนซี เทคโนโลยี augmented reality ก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน เพราะสามารถที่จะช่วยสร้าง hologram  ในมุมมองปกติเช่นกัน

“เวลาที่เราอ่านหนังสือเรียนหรือว่าทำแลบ มันก็คงน่าเบื่อไม่น้อย แต่เทคโนโลยี virtual reality กับ augmented reality จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนของผู้เรียน”  Zhu Bo ผู้ก่อตั้ง InnoValley บริษัท start up สัญชาติจีนกล่าวกับสำนักข่าว AP

“มันยังสามารถที่จะใช้ในธุรกิจ e-commerce ได้เหมือนกัน ซึ่งในอนาคต คุณอาจจะได้ยืนอยู่บนหน้าชั้นวางขายของจริงๆ ได้จับแล้วก็สัมผัสมันจริงๆ ซึ่งมันจะทำให้ประสบการณ์การเลือกซื้อของของเราเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน” Zhu ผู้ซึ่งได้ลงทุนไปกับธุรกิจดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังทำ

ณ ปัจจุบันนี้มูลค่าตลาดของสินค้าที่เกี่ยวกับ virtual reality ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 5.1 พันล้านเหรียญในปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวไปที่ 10.9 พันล้านเหรียญในปี 2017 ข้อมูลอ้างอิงจาก TrendForce บริษัทรวบรวมข้อมูลทางการตลาดจากไทเป

ในปีนี้ Sony  กำลังวางแผนที่จะเปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่ virtual reality สำหรับเป็นอุปกรณ์เสริมให้กับ เครื่อง play station และ Google ก็กำลังจะเปิดตัวแพลตฟอร์ม virtual reality ที่มีชื่อว่า Daydream ด้วยเช่นกัน

ARM ยังประกาศอีกด้วยว่า processor ตัวใหม่สำหรับอุปกรณ์ smartphone นั้นจะสามารถรองรับการใข้งาน virtual reality และ augmented reality ได้ภายในปี 2017 และ Microsoft ยังกล่าวด้วนว่า software ของพวกเขาจะสามารถใช้งานกับอุปกรณ์ mixed reality ได้

ถึงอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตื่นเต้นนี้ก็ยังมีข้อกังขากันอยู่ว่าเทคโนโลยีนี้พร้อมสำหรับการเปิดตัวแล้วหรือยัง?

“การที่เราจะสร้างประสบการณ์ virtual reality ได้ เราต้องมีพลังขับเคลื่อนกันอย่างมาก ซึ่งถ้าไม่มี content มาสนับสนุน แน่นอนว่าประสบการณ์ virtual reality ก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้” L.Z Wang, MD ของบริษัท AMD ผู้ผลิตชิป ประจำประเทศไต้หวันกล่าว

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ virtual reality ในปัจจุบันนี้ได้ปล่อยให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะจดจ่ออยู่กับหนังหรือเกม ซึ่งอาจจะเป็นข้อจำกัดความสามารถของเทคโนโลยีดังกล่าวในการเข้าถึงผู้บริโภค

“หลายครั้งที่การสาธิต มีคนหลายคนเข้ามาลอง แล้วก็พูดว่า นี่มันสนุกมากเลย แต่พวกเขาก็เดินจากไป” Justin Hendrix จาก NYC Media Lab กล่าว

“virtual reality และ augmented reality ไม่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นไปได้ มันคือยุคสมัยหนึ่งสำหรับมนุษย์เราได้เลยทีเดียว” Zhu จาก InnoValley กล่าว “ใน 3-5 ปีข้างหน้า มันจะมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแน่นอน”

ที่มา: http://phys.org/